เพิ่มแคลเซียมอย่างถูกวิธี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

วิธีกินอาหารเพื่อให้ได้แคลเซียม

แคลเซียม” เป็นสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เป็นสารอาหารที่ร่างกายนำเอาไปใช้ ในการเสริมสร้างกระดูก และฟันของเราให้แข็งแรง

ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยให้เลือดแข็งตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล และยังช่วยในกระบวนการทำงานของเอนไซม์ ในการย่อยอาหาร

ร่างกายของเรา มีส่วนประกอบของแคลเซียมอยู่มากถึง 99% ถือได้ว่า เป็นธาตุอาหารที่พบได้มากที่สุดในร่างกาย

 

โดยแคลเซียม มักจะถูกเก็บอยู่ในรูปของกระดูก

ที่ใช้ในการยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายของเราคงรูปอยู่ได้

หากร่างกายของเราขาดแคลเซียม จะส่งผลให้ร่างกาย เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา

และโรคเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และเอ็น อย่างเช่น โรคกระดูกพรุน โรครูมาตอยด์

ภาวะข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น

ร่างกายก็จะหยุดการสร้างมวลกระดูก ดังนั้น เมื่อเรามีแคลเซียมที่ไม่เพียงพอ

ก็ย่อมจะทำให้การเกิดโรคต่างๆ ที่กล่าวมานั้น มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

 

กระดูกของเราเมื่อขาดแคลเซียม

ก็จะยิ่งส่งผลให้การทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราในอนาคตได้

และยังรวมไปถึงความผิดปกติในด้านอื่นๆ ของร่างกาย ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระดูก

เช่น การเกิดปัญหาด้านความจำ ภาวะสมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เป็นต้น

 

ร่างกายของเรา จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมในแต่ละวัน อย่างเพียงพอต่อความต้องการ

 ในกลุ่มอายุ 0-12 ปี ต้องการแคลเซียมประมาณ 270 มก./วัน

 อายุ 1-3 ปี ต้องการแคลเซียมประมาณ 500 มก./วัน

 อายุ 4-8 ปี ต้องการแคลเซียมประมาณ 800 มก./วัน

 อายุ 9-18 ปี ต้องการแคลเซียมประมาณ 1,300 มก./วัน

 อายุ19-50 ปี ต้องการแคลเซียมประมาณ 1,000 มก./วัน

 และในผู้สูงอายุที่มากกว่า 50 ปีขึ้นไป มักจะต้องการแคลเซียม ประมาณ 1,200 มก./วัน

 แต่ส่วนในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และในวัยหมดประจำเดือน จะต้องการประมาณ 1,200-1,500 มก./วัน

 

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม จึงมีความจำเป็นอย่างมาก

ที่จะทำให้ร่างกายของเรา สามารถได้รับแคลเซียมในแต่ละวัน ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ

 

เราสามารถที่จะเพิ่มแคลเซียม ให้กับร่างกายได้ดังต่อไปนี้

 

หันมาดื่มนมที่มีแคลเซียม

เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแคลเซียมในนม ร่างกายสามารถที่จะดูดซึมได้ง่ายที่สุด

ดังนั้น จึงเป็นแหล่งที่เราสามารถจะได้รับแคลเซียม อย่างแน่นอนที่สุด

ร่วมกับอาหารที่อื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูง อย่างเช่น งา บรอคโคลี่ ผักกวางตุ้ง

ผักคะน้า เมล็ดถั่ว โดยเฉพาะอัลมอนด์ ผักปวยเล้ง ปลาขนาดเล็ก

รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่ๆ มีส่วนประกอบของนม เป็นต้น

 

รับประทานอาหาร ที่มีส่วนประกอบของวิตามินดี และแมกนีเซียม

ซึ่งวิตามินดีนั้น จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดยเราสามารถที่จะรับวิตามินดีได้

จากไข่แดง น้ำมันพืช เห็ด ปลาแซลมอน และการรับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า

ส่วนแมกนีเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการขนส่งแคลเซียมในร่างกาย และสร้างกระดูก

โดยเราสามารถที่จะรับแมกนีเซียมได้ จากอาหารประเภทถั่วต่างๆ

ตั้งแต่อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง ลูกเกด อินทผาลัม และลูกพรุน เป็นต้น

 

นอกจากนั้นแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงผักบางชนิด

ที่จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ซึ่งแม้ว่าผักเหล่านี้

จะมีส่วนประกอบของแคลเซียมสูง แต่ก็เต็มไปด้วยสารไฟเตท และออกซาเลต

ในปริมาณที่มากเช่นกัน สารเหล่านี้ จะเข้าไปยับยั้งกระบวนการดูดซึมแคลเซียม

ซึ่งสามารถพบได้ในผักโขม มันเทศ พืชที่มีเมล็ด และรำข้าวสาลี เป็นต้น

ซึ่งเราอาจจะทดแทน ด้วยผักที่มีแคลเซียม แต่ไม่สูงมากนัก อย่างเช่น คะน้า ขี้เหล็ก และถั่วพู เป็นต้น

 

แคลเซียม ถือว่าเป็นธาตุที่มีความจำเป็นที่เราไม่ควรมองข้าม

เพราะเมื่อร่างกายของเรามีแคลเซียม ที่เพียงพอต่อการใช้งาน

ก็จะส่งผลให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ

และช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ อย่างมีความสุข ในวัยที่มากขึ้นอีกด้วย

 

(อ่านเพิ่มเติม: การดื่มนมในวัยผู้ใหญ่ ดีหรือไม่ อย่างไร / วิธีดูแลสุขภาพหลัง เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง / ประโยชน์และสรรพคุณของปลากรอบ)

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •